หากเพดาน "หนี้สาธารณะ" แตะ 75% ภาระผูกมัดอะไรบ้างที่คนไทยต้องแบกรับ

2026-04-22    HaiPress

หนี้สาธารณะไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือ "พันธนาการ" ผูกมัดอนาคตคนไทยทั้งชาติ ก.พ.69 หนี้พุ่ง 12.5 ล้านล้านบาท หรือ 66.09% ของ GDP ท่ามกลางแผนออก พ.ร.ก.กู้ 5 แสนล้านบาท รับวิกฤตราคาพลังงาน-ซูเปอร์เอลนีโญ คำถามคือรัฐกู้จากใคร กู้มาทำอะไร ทำไมต้องขยับเพดานหนี้หนี้สาธารณะไทยในปี 2569 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนทั้งความเปราะบางและความจำเป็นในการใช้นโยบายการคลังเชิงรุก รายงานจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (PDMO) ณ สิ้นเดือน ก.พ.2569 หนี้สาธารณะคงค้างรวมอยู่ที่ 12,595,731.58 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 66.09 ของ GDP โดยประมาณการ GDP อยู่ที่ 19,059,846.29 ล้านบาท ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากเดือน ม.ค. ที่ร้อยละ 65.96 แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันจากการขาดดุลงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19

ย้อนกลับไปปี 2564 เพดานหนี้ถูกปรับจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 เพื่อรองรับ พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินโควิด มูลค่าหลายแสนล้านบาท วันนี้สถานการณ์ซ้ำรอยอีกครั้ง แต่ด้วยบริบทที่แตกต่าง เพราะปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า GDP โตต่ำสุดในอาเซียนตามการคาดการณ์ของ IMF ที่หั่นเหลือร้อยละ 1.5 ปี 2569 ขณะที่ราคาพลังงานพุ่งสูงจากความตึงเครียดตะวันออกกลางและเอลนีโญรุนแรง

รัฐบาลจึงมีแนวคิดจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง "กระสุนการคลัง" สำรอง พร้อมเสนอขยับเพดานหนี้เป็นร้อยละ 75 ซึ่งจะเปิดพื้นที่กู้เพิ่มได้อีกประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท

หนี้สาธารณะ ภาระที่มองไม่เห็นในกระเป๋าสตางค์คนไทย

หนี้สาธารณะที่สะสมจนแตะระดับมหาศาลไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่มันคือ "พันธะผูกพันภาษีในอนาคต" เมื่อรัฐบาลกู้เงินมาใช้จ่ายเกินกว่ารายได้ที่เก็บได้ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนค่าใช้จ่ายประจำที่ตัดหน้าสวัสดิการสังคม

ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่าในปีงบประมาณ 2569 หากรัฐบาลต้องแบ่งงบประมาณร้อยละ 10 ไปจ่ายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว นั่นหมายความว่าเงินทุก ๆ 100 บาท ที่ประชาชนจ่ายภาษีจะหายไปทันที 10 บาท เพื่อหล่อเลี้ยงดอกเบี้ยหนี้เก่า โดยที่ยังไม่ได้เริ่มหักคืนเงินต้นด้วยซ้ำ

สิ่งนี้เรียกว่าค่าสูญเสียโอกาส (Opportunity Cost) เพราะเงินก้อนนี้หากไม่ถูกนำไปจ่ายดอกเบี้ย สามารถนำไปสร้างโรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากลได้นับร้อยแห่ง หรืออุดหนุนกองทุนการศึกษาเพื่อสร้างทักษะใหม่ (Reskilling) ให้คนไทยหลายล้านคนรับมือ AI ดังนั้น หนี้ที่สูงเกินไปจึงเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาศักยภาพมนุษย์โดยปริยาย

ภาระผูกพันข้ามรุ่น


ตัวเลขหนี้เฉลี่ย 190,844 บาท/คน คือเงาตามตัวที่เด็กไทยทุกคนต้องแบกรับตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก นี่คือความไม่เท่าเทียมทางโอกาสที่ถูกส่งต่อผ่านนโยบายการคลัง สำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ภาระหนี้สาธารณะต่อหัวนี้ถือว่าสูงกว่ารายได้รวมทั้งปีของสมาชิกในบ้านเสียอีก

เมื่อรัฐบาลมีภาระหนี้ล้นตัว ความสามารถในการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า จะลดลงอย่างน่าใจหาย รัฐอาจจำเป็นต้องหันไปใช้สวัสดิการแบบ "เฉพาะกลุ่ม" ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ชนชั้นกลางระดับล่างเข้าถึงความช่วยเหลือได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ หนี้ที่สูงขึ้นยังบีบคั้นให้รัฐต้องเพิ่มรายได้ผ่านภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีสรรพสามิต ซึ่งกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยรุนแรงกว่าผู้มีรายได้สูง

ค่าครองชีพ-อัตราดอกเบี้ย กับดักสภาพคล่อง


ปรากฏการณ์ "Crowding Out Effect หรือการเบียดบังภาคเอกชน" จะแทรกซึมเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ประชาชนใช้บริการทุกวัน เมื่อรัฐบาลออกพันธบัตรมูลค่ามหาศาล สถาบันการเงินจะเลือกนำเงินฝากของประชาชนไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลก่อนเพราะความเสี่ยงต่ำ

ผลที่ตามมาคือปริมาณเงินที่จะปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนลดน้อยลง เมื่อเงินกู้มีจำกัด ธนาคารจะเลือกปล่อยให้บริษัทใหญ่ที่มีความมั่นคงสูง ส่วน SMEs หรือบุคคลทั่วไปจะถูกบีบด้วยเงื่อนไขที่ยากขึ้นและดอกเบี้ยที่แพงขึ้น

นอกจากนี้ การกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นการบริโภคที่มากเกินไปอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะพุ่งสูงขึ้น ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับ "เคราะห์ซ้ำกรรมซัด" ทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ที่แพงและค่าครองชีพที่สูงขึ้นพร้อม ๆ กัน

ส่องบัญชีลูกหนี้ "รัฐบาลไทย" กู้เงินมาจากไหน ?

หลายคนกังวลว่าไทยจะเดินตามรอยประเทศที่ล้มละลายเพราะหนี้ต่างประเทศ แต่ในความเป็นจริง หนี้สาธารณะของไทยมีโครงสร้างที่ "แกร่งนอกแต่ซ่อนความเสี่ยงใน" ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า หนี้ถึงร้อยละ 99.26 เป็นหนี้ในประเทศและเป็นสกุลเงินบาท

99% คือเจ้าหนี้ในประเทศ


คือสถาบันการเงินภายในประเทศ กองทุนบำเหน็จบำรุงข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และประชาชนที่ถือพันธบัตรรัฐบาล การที่หนี้เกือบทั้งหมดเป็นเงินบาทช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk) ได้อย่างดีเยี่ยม

เจ้าหนี้ต่างประเทศมีไม่ถึง 1%


รัฐบาลกู้จากต่างประเทศเพียงประมาณ 92,000 ล้านบาท โดยมีเจ้าหนี้หลักคือ JICA (ญี่ปุ่น),World Bank (ธนาคารโลก),ADB (ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย) และ AIIB คือการนำเข้าเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เช่น โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง มักมาพร้อมอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากและระยะเวลาปลอดหนี้ที่ยาวนานกว่าแหล่งทุนในประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคและยืนยันความโปร่งใสของโครงการลงทุนตามมาตรฐานสากล

ขยับเพดานหนี้ 75% เสี่ยงหรือไม่ในอนาคต

การขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 ในปี 2569 นี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย" ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อย้อนกลับไปในช่วงปี 2564 ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศไทยเคยเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการตัดสินใจขยายเพดานหนี้จากร้อยละ 60 เป็น 70 เพื่อกู้วิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19

ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นมาตรการฉุกเฉินที่เลี่ยงไม่ได้เพื่อประคองระบบสาธารณสุขและเยียวยาปากท้องประชาชน แต่เมื่อนำบริบทในวันนั้นมาเปรียบเทียบกับการขยับเพดานสู่ร้อยละ 75 ในปัจจุบัน จะเห็นถึงความแตกต่างและระดับความเสี่ยงที่เข้มข้นขึ้น ได้แก่

เปรียบเทียบจุดเปลี่ยนการขยายเพดานหนี้ ยุคโควิด (2564) vs ยุควิกฤตซ้อนวิกฤต (2569)

1. วัตถุประสงค์และที่มาของการกู้

ปี 2564 (เพดาน 70%) เป็นการกู้เพื่อ "ความอยู่รอด" จากวิกฤตโรคระบาดที่ไม่คาดคิด โดยออก พ.ร.ก. กู้เงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชนรายย่อยและประคองระบบสาธารณสุขเป็นหลักปี 2569 (เพดาน 75%) เป็นการกู้เพื่อ "แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและวิกฤตพลังงาน" รัฐบาลต้องการกู้เพิ่ม 500,000 ล้านบาท เพื่อรับมือราคาพลังงานโลกที่ผันผวนและปัญหาภัยแล้งเอลนีโญ รวมถึงพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ (Low Growth) มาอย่างยาวนาน

2. สัดส่วนตัวเลขและภาระหนี้

ปี 2564 หนี้สาธารณะพุ่งจาก 6.9 ล้านล้าน (ก่อนโควิด) มาแตะที่ประมาณ 10 ล้านล้านบาท สัดส่วน GDP ขยับจากร้อยละ 41 มาเป็นร้อยละ 60 ในเวลาเพียง 2 ปีปี 2569 หนี้สะสมพุ่งสูงถึง 12.59 ล้านล้านบาท (66.09% ต่อ GDP) ซึ่งหมายความว่าฐานหนี้ในปัจจุบันสูงกว่ายุคโควิดถึงเกือบ 3 ล้านล้านบาท การขยับเพดานครั้งนี้จึงเป็นการแบกภาระที่หนักกว่าเดิมบนฐานหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์

3. พื้นที่ว่างทางการคลัง

ปี 2564 การขยายเป็นร้อยละ 70 ในวันนั้นถูกมองว่าเป็น "ช่องว่าง" ที่กว้างพอจะรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อีกหลายปีหากเศรษฐกิจฟื้นตัวปี 2569 การขยายเป็นร้อยละ 75 ถูกนักเศรษฐศาสตร์ (TDRI) มองว่าเป็น "กระสุนนัดสุดท้าย" เพราะหาก GDP ยังเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 2 ต่อปี หนี้จะวิ่งชนเพดานร้อยละ 75 อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปี โดยแทบไม่มีพื้นที่เหลือไว้สำหรับวิกฤตใหม่ ๆ ในอนาคต

4. สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

ปี 2564 อัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกและในไทยอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้ภาระการจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลไม่สูงนัก แม้จะกู้เงินปริมาณมหาศาลปี 2569 ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะ "ดอกเบี้ยขาขึ้น" และสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ทำให้ภาระดอกเบี้ยที่รัฐต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ (ร้อยละ 99 ในประเทศ) พุ่งสูงขึ้นจนเริ่มเบียดบังงบประมาณพัฒนาส่วนอื่นอย่างเห็นได้ชัด

การเทียบกันเห็นได้ชัดว่าในปี 2564 เป็นการขยับเพดานเพื่อ "สู้กับโรค" แต่ในปี 2569 คือการขยับเพื่อ "ประคองหนี้เก่าและเติมหนี้ใหม่" ความเสี่ยงในอนาคตจึงอยู่ที่ "ความสามารถในการทำกำไรของเงินกู้"

หากเงินกู้ 500,000 ล้านบาทในรอบนี้ ไม่สามารถผลักดันให้ GDP เติบโตได้มากกว่าร้อยละ 3-4 การขยับเพดานหนี้เป็นร้อยละ 75 จะกลายเป็นกับดักที่ทำให้ไทยเข้าสู่สภาวะ "หนี้ท่วมท้นจนไร้ทางออก" ส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และอาจบีบให้รัฐบาลต้องใช้วิธีการหาเงินด้วยมาตรการภาษีอื่น ๆ ในอนาคตเพื่อหาเงินมาใช้หนี้สาธารณะนั่นเอง

ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : ACNews,สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ,การบริหารหนี้สาธารณะ: สิ่งที่รัฐบาลและประชาชนควรเข้าใจ

อ่านข่าวอื่น :

ศุลกากรสหรัฐฯ เปิดระบบ CAPE ขอคืนภาษีนำเข้าหลังศาลสูงสหรัฐฯ ไม่ชอบด้วยกม.

เริ่ม 24 เม.ย.69 ปิดสะพานข้ามแยกประตูน้ำ 24 ชม. ถึง ก.พ. 70 สร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม

จำคุก "ทิดแย้ม" 50 ปี คดียักยอกเงินวัดไร่ขิง "สีกาเก็น" โดน 8 ปี

คำปฏิเสธ: บทความนี้ทำซ้ำจากสื่ออื่น ๆ วัตถุประสงค์ของการพิมพ์ซ้ำคือการถ่ายทอดข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์นี้เห็นด้วยกับมุมมองและรับผิดชอบต่อความถูกต้องและไม่รับผิดชอบใด ๆ ตามกฎหมาย แหล่งข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ได้รับการรวบรวมบนอินเทอร์เน็ตจุดประสงค์ของการแบ่งปันคือเพื่อการเรียนรู้และการอ้างอิงของทุกคนเท่านั้นหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาโปรดส่งข้อความถึงเรา

ล่าสุด

ลิงค์ที่เป็นมิตร

Back to top

ล่าสุด

รถยนต์คันที่ 30 ล้านผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว! GAC ร่วมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญนี้กับผู้ใช้งานทั่วโลก UNDP และ TAILG ลงนาม MoU สำหรับโครงการการเดินทางสีเขียวคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในแอฟริกาและทั่วโลก งานแสดงสัญชาวิศวกรรมนานาชาติเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ปี 2026 จัดขึ้นสำเร็จแล้วในประเทศไทย BGI Group Showcases Life Science Innovation Across the Value Chain at the 4th China International Supply Chain Expo Singapore Treasure Carbon เข้าร่วม Climate Future Asia Summit 2026 (CFAS) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทัวร์มณฑลเจียงซู “Travelogue of China 2026” สิ้นสุดลง โดดเด่นด้วยนวัตกรรม ความเปิดกว้าง และการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
©ลิขสิทธิ์ 2009-2020 เครือข่ายชีวิตไทย      ติดต่อเรา   SiteMap