ครบ 1 ปีสงครามภาษีสหรัฐฯ กับ 4 แรงกระแทกใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก

2026-04-03    HaiPress

อ่านให้ฟัง

08:09ครบ 1 ปี ทรัมป์ เปิดศึกสงครามการค้าด้วยนโยบายภาษีนำเข้าที่สูงลิ่วในรอบหลายปี เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปใน 4 มิติหลัก ความสัมพันธ์ สหรัฐฯ - จีน สั่นคลอน พันธมิตรหันไปหาทางเลือกใหม่ แม้เศรษฐกิจยังไม่ถดถอย แต่แรงกระแทกระยะยาวกำลังก่อตัววันนี้ (2 เม.ย.2569) สำนักข่าว BBC รายงาน เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 2 เม.ย.2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกด้วยการประกาศนโยบายที่เขาเรียกว่า "วันประกาศอิสรภาพ" (Liberation Day) โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำยุคสมัยใหม่มาสู่อเมริกาด้วยการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิต สร้างรายได้เข้ารัฐมหาศาล และบีบให้ประเทศต่าง ๆ เปิดตลาดให้กับสินค้าอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม 1 ปี ให้หลัง ข้อมูลเชิงประจักษ์บ่งชี้ว่าสงครามการค้าครั้งนี้ได้สร้าง "แรงกระแทก" ที่แตกต่างจากคำสัญญาในช่วงแรกอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการยกระดับอัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยที่มีผลบังคับใช้จากประมาณร้อยละ 2.5 พุ่งขึ้นเป็นเกือบร้อยละ 10 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบหลายสิบปีของประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

1. สหรัฐฯ - จีน แยกตัวอย่างเป็นทางการ

ผลกระทบที่เด่นชัดที่สุดคือความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ จีน โดยในระลอกแรกของการประกาศภาษีขั้นต่ำร้อยละ 10 ต่อสินค้าต่างชาติหลายรายการ และพุ่งเป้าไปที่สินค้าจากจีนด้วยอัตราที่สูงกว่ามากนั้น ได้นำไปสู่การโต้ตอบแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" จนทำให้บางช่วงเวลาการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง แม้ภายหลังสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่เมื่อสิ้นสุดปี 2568 สินค้าจีนยังคงต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าที่สูงกว่าต้นปีถึงร้อยละ 20

ข้อมูลทางสถิติระบุว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรุนแรงถึงร้อยละ 30 ในปีที่ผ่านมา ขณะที่การส่งออกจากสหรัฐฯ ไปยังจีนก็ลดลงมากกว่าร้อยละ 25 เช่นกัน

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ สัดส่วนสินค้าจีนในตลาดนำเข้าของอเมริกาลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ซึ่งเป็นระดับที่เคยเห็นครั้งล่าสุดในปี 2543 ก่อนที่จีนจะเข้าสู่ WTO เสียด้วยซ้ำ แม้ว่าจะมีหลักฐานการไหลเวียนของสินค้าผ่าน "ประเทศทางผ่าน" อย่างเวียดนามและเม็กซิโก ซึ่งบริษัทจีนเข้าไปลงทุนอย่างหนักเพื่อเลี่ยงภาษี

แต่ในเชิงยุทธศาสตร์โดยตรง ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยดาร์ตมัธยืนยันว่ากระบวนการ "Decoupling" หรือการแยกห่วงโซ่อุปทานออกจากกันได้เกิดขึ้นอย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาดแล้ว และยากที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม

2. พันธมิตรเริ่มมองหา "ทางเลือกอื่น"

นโยบายของทรัมป์ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องภาษีทั่วไป แต่ยังรวมถึงการขึ้นภาษีเฉพาะเจาะจงในกลุ่มเหล็ก ไม้แปรรูป และรถยนต์ รวมถึงการยกเลิกกฎเกณฑ์ที่เคยอนุญาตให้สินค้ามูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ เข้าประเทศ โดยไม่เสียภาษี มาตรการเหล่านี้ส่งผลบีบคั้นให้บริษัททั่วโลก ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

แม้แต่พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดอย่างสหราชอาณาจักร ที่เผชิญกับภาษีที่ค่อนข้างต่ำร้อยละ 10 แต่ส่วนแบ่งการส่งออกจากอังกฤษไปสหรัฐฯ กลับลดลง โดยบริษัทต่าง ๆ หันไปให้ความสำคัญกับตลาดเยอรมนี ฝรั่งเศส และโปแลนด์แทน

กรณีที่น่าจับตามองที่สุดคือ "แคนาดา" แม้ทรัมป์จะยกเว้นภาษีให้สินค้าส่วนใหญ่ตามข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ แต่การใช้นโยบายแบบ "ฝ่ายเดียว" ได้สร้างความหวาดระแวงอย่างลึกซึ้ง

ล่าสุดแคนาดาได้ตัดสินใจปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนลงจากร้อยละ 100 เหลือเพียงร้อยละ 6.1 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าแคนาดาพร้อมจะเปิดรับอิทธิพลทางเศรษฐกิจจากจีนเพื่อถ่วงดุลกับสหรัฐฯ ท่าทีนี้สร้างความกังวลอย่างมากต่ออุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันที่เคยครองตลาดแคนาดามาอย่างยาวนาน

3. รอยร้าวในความสัมพันธ์

ความตึงเครียดทางการค้าได้ลุกลามไปสู่มิติอื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตัวเลขจากสมาคมการท่องเที่ยวสหรัฐฯ ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวแคนาดาที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ลดลงถึงร้อยละ 20 ในปีที่ผ่านมา คิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ นโยบายกีดกันทางการค้ายังทำให้สหรัฐฯ ขาดแรงสนับสนุนจากพันธมิตรในประเด็นระดับโลกอื่น ๆ เช่น ความพยายามในการคว่ำบาตรอิหร่าน หรือการเจรจาขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Streaming)

ผู้เชี่ยวชาญจาก Columbia Law School ตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐฯ กำลังสูญเสีย Soft Power ซึ่งเคยเป็นข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปอย่างน่าเสียดาย และการจะสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมานั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

4. เงินเฟ้อในประเทศ-ความผันผวนของนโยบาย

ในระดับมหภาค แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังเติบโตได้ที่ร้อยละ 2.1 และมีอัตราว่างงานต่ำที่ร้อยละ 4.4 แต่ผลกระทบภายในประเทศ กลับสร้างความเจ็บปวดให้กับภาคครัวเรือนอย่างเห็นได้ชัด

Goldman Sachs ประเมินว่ากว่าร้อยละ 55 ของต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น ได้ถูกผลักภาระไปให้ผู้บริโภคโดยตรง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในปีที่ผ่านมาสูงกว่าที่ควรจะเป็นถึงร้อยละ 0.5 โดยพุ่งไปแตะระดับร้อยละ 3 สร้างความลำบากให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่กำลังเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.2569 เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำสั่งตีตกมาตรการภาษีใน "วันประกาศอิสรภาพ" โดยระบุว่าไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับเพียงพอ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเตรียมคืนภาษีที่เก็บมาได้กว่า 260,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับภาคธุรกิจและผู้นำเข้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความปั่นป่วนให้กับฐานะทางการคลังของรัฐ แต่ยังสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของทรัมป์ ขณะที่ทำเนียบขาวพยายามยืนยันว่านโยบายเหล่านี้จะส่งผลดีในระยะยาวผ่านเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ แต่ในสายตาของภาคธุรกิจ ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว และแผนการย้ายฐานการผลิตกลับสู่อเมริกาก็ยังคงอยู่ในภาวะหดตัวตลอดปีที่ผ่านมา

ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย.กำลังงวดเข้ามา สงครามภาษีของทรัมป์ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามจากทั้งมิตรและศัตรู แม้รัฐบาลจะพยายามหาช่องทางทางกฎหมายใหม่เพื่อฟื้นฟูกำแพงภาษีขึ้นมาอีกครั้ง แต่โลกได้รับรู้แล้วว่า "ความมั่นคงทางการค้า" ภายใต้ร่มเงาของสหรัฐฯ นั้นสั่นคลอนเพียงใด และการต่อสายความสัมพันธ์ทางการค้าใหม่ของโลกที่ไร้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างถาวร

อ่านข่าว :

จับตา "จีน" ชั่งใจสวมบท "กาวใจ" ดับไฟสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

2,500 ปีที่ไม่เคยดับสูญ เมื่อมหาอำนาจวัยเยาว์เผชิญเงาปราชญ์อาวุโสแห่งเปอร์เซีย

ทรัมป์เล็งจบศึกอิหร่าน ทิ้งปมฮอร์มุซ-ราคาน้ำมันให้โลกแบกรับ

คำปฏิเสธ: บทความนี้ทำซ้ำจากสื่ออื่น ๆ วัตถุประสงค์ของการพิมพ์ซ้ำคือการถ่ายทอดข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์นี้เห็นด้วยกับมุมมองและรับผิดชอบต่อความถูกต้องและไม่รับผิดชอบใด ๆ ตามกฎหมาย แหล่งข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ได้รับการรวบรวมบนอินเทอร์เน็ตจุดประสงค์ของการแบ่งปันคือเพื่อการเรียนรู้และการอ้างอิงของทุกคนเท่านั้นหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาโปรดส่งข้อความถึงเรา

ล่าสุด

ลิงค์ที่เป็นมิตร

Back to top

ล่าสุด

รถยนต์คันที่ 30 ล้านผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว! GAC ร่วมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญนี้กับผู้ใช้งานทั่วโลก UNDP และ TAILG ลงนาม MoU สำหรับโครงการการเดินทางสีเขียวคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในแอฟริกาและทั่วโลก งานแสดงสัญชาวิศวกรรมนานาชาติเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ปี 2026 จัดขึ้นสำเร็จแล้วในประเทศไทย BGI Group Showcases Life Science Innovation Across the Value Chain at the 4th China International Supply Chain Expo Singapore Treasure Carbon เข้าร่วม Climate Future Asia Summit 2026 (CFAS) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทัวร์มณฑลเจียงซู “Travelogue of China 2026” สิ้นสุดลง โดดเด่นด้วยนวัตกรรม ความเปิดกว้าง และการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
©ลิขสิทธิ์ 2009-2020 เครือข่ายชีวิตไทย      ติดต่อเรา   SiteMap