ยืมเงินไม่คืน มีความผิดไหม ฟ้องร้องได้หรือเปล่า ผิดกฎหมายไหน ต้องทำสัญญาหนังสือ ใช้หลักฐานอะไรบ้าง สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้
จากกรณีมีอักษรย่อออกมาต่างๆ นานา ระบุว่ามีบุคคลยืมเงินอดีตหลวงพ่ออลงกต จนล่าสุด “สมปอง นครไธสง” หรือ อดีตพระมหาสมปอง ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงว่า “ยืมนะครับยืม คืนไปแล้วเกือบครึ่ง” นั้น
ในเรื่องนี้ กรณีมีการยืมเงินกันเกิดขึ้น ข้อควรรู้ทั่วไป คือ การกู้ยืมเงินตามกฎหมาย เมื่อเกิน 2,000 บาทขึ้นไป ต้องมีสัญญา และเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ที่ระบุจำนวนเงิน อัตราดอกเบี้ย (ไม่เกิน 15% ต่อปี) และเงื่อนไขการชำระคืน โดยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ เพื่อใช้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ หากไม่มีหลักฐานนี้ จะไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้
การไม่มีแบบของสัญญากู้ยืมเงิน
สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญาที่ไม่มีแบบตายตัว สามารถทำด้วยวาจาได้
แต่สำหรับการกู้ยืมที่เกิน 2,000 บาท หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จะไม่สามารถบังคับคดีได้
หลักฐานเป็นหนังสือกู้ยืมเงิน
การกู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาท จะต้องมีเอกสารที่เป็นหนังสือระบุรายละเอียดการกู้ยืม เช่น วันที่ทำสัญญา จำนวนเงินที่กู้ ชื่อผู้กู้/ผู้ให้กู้ และลายมือชื่อผู้กู้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีได้
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเงินทั่วไป ระหว่างบุคคล หรือเป็นเงินกู้ยืมนอกระบบ
กฎหมายกำหนดห้ามคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา 15% ต่อปี หากเกินกว่านี้ ส่วนที่เกินจะตกเป็นโมฆะ
ยืมเงินไม่คืน มีความผิดไหม?
การยืมเงินแล้วไม่คืน ถือเป็นความผิดทาง กฎหมายแพ่ง ซึ่งเจ้าหนี้สามารถฟ้องร้องบังคับให้ลูกหนี้คืนเงินได้
หลักฐาน : หากเป็นการยืมเงินตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืม เช่น สัญญากู้ยืมเงิน หรือแม้กระทั่งแชตที่คุยกัน หากไม่มีหลักฐาน อาจฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
อายุความ : ขึ้นอยู่กับลักษณะการกู้ยืม โดยทั่วไปมีอายุความ 5 ปี หรือ 10 ปี
บทลงโทษ : มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สิ่งที่ควรทำ
1.เก็บหลักฐาน : หากมีการให้เงินกู้ยืม ควรมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น สัญญากู้ยืมเงิน หรือแชตข้อความการยืมเงิน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง
2.ปรึกษาทนายความ : เพื่อรับคำแนะนำทางกฎหมายและปรึกษาแนวทางการดำเนินการฟ้องร้องที่ถูกต้อง
3.ฟ้องร้องคดีแพ่ง : ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่งบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้คืนตามกฎหมาย