ชี้ไทยมีศักยภาพด้านลงทุน “ซีพี”ย้ำลงทุนต่อเนื่อง 3.2 หมื่นล.

2025-08-28    HaiPress

รัฐ-เอกชน ประสานเสียง ไทย โดดเด่นด้านการลงทุน ด้วยปัจจัยเอื้อ ทั้งโครงสร้างพื้ฯฐาน คมนาคม และนโยบายส่งเสริมของรัฐบาล ด้านซีพีย้ำลงทุนต่อเนื่องทุกปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)  เปิดเผยในงาน Thailand Focus 2025:  Beyond the Challenges จัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า  ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยกลงทุนในปี 67 มีอัตราการเติบโต ถึง 35%  เมื่อเทียบกับ ปี  66 ซึ่งถือเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 10 ปี เป็นการลงทุนจากประเทศหลักๆ คือ สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งไทยมีความโดดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งในแง่การคมนาคมและศูนย์รวมข้อมูลชั้นนำที่ก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมถึงมีศักยภาพโดดเด่นในด้านซัพพลายเชน โดยเฉพาะในธุรกิจยานยนต์ และเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจพลังงานสีเขียว พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีก้าวหน้า

“รัฐบาลยังออกมาตรการต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนต่างชาติ เช่น การตั้งศูนย์บริการครบวงจร ที่การออกวีซ่า 10 ปี พ่วงใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานที่มีทักษะ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่และดึงดูดทั้งภาคธุรกิจและแรงงาน แต่สิ่งที่ยังต้องพัฒนาก็คือทักษะแรงงานไทย ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ”

นายนฤตม์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องกำแพงภาษี 19% ของสหรัฐฯ มองว่าสงครามภาษีและสงครามเทคโนโลยีเป็นเกมระยะยาวที่สามารถปรับเปลี่ยนและเจรจาได้ตลอดเวลา ประเทศไทยในขณะนี้มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีและน่าลงทุนสำหรับนักลงทุน ทำให้ได้เปรียบอยู่ อีกทั้งทีมเจรจาของรัฐบาลก็กำลังพยายามเจรจากับสหรัฐเพื่อให้ประเทศไทยได้ผลประโยชน์สูงสุด

ด้าน นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี กล่าวว่า ซีพี ยังมีการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ประมาณหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท รวมถึงบริษัทในเครือ เช่น ซีพี แอ็กซ์ตร้า,ซีพีเอฟ และ ซีพี ออลล์ ก็มีการลงทุน ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท ต่อปีเช่นกัน ประเทศไทย มีพื้นฐานที่เข้มแข็ง เห็นได้จากการลงทุนด้านข้อมูลและเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ที่สำคัญในอาเซียนและภูมิภาคเอเชีย และไทยเป็นฐานการลงทุนอันดับหนึ่งของประเทศจีนในภูมิภาคอาเซียนด้วย

“ปัจจัยหลักที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน ก็คือตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง มีโครงสร้างพื้นฐาน แรงงานที่มีทักษะ ทั้งในประเทศและแรงงานต่างประเทศที่เลือกมาพำนักในประเทศไทย เพราะนโยบายต่างๆ ที่ดึงดูดและเอื้อให้แรงงานและภาคธุรกิจต่างประเทศต้องการมาลงทุนและทำงานในไทย เช่น นโยบายอนุญาตให้ต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในไทยได้ 99 ปี เป็นต้น

ขณะที่เรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐ นั้น ทางซีพีได้รับประโยชน์เพราะว่าในอดีตได้นำเข้าวัตถุดิบจากอเมริกาใต้และยุโรป การนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐจะส่งผลดี มากขึ้นในระยะยาว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการพัฒนาภาคเกษตรกรรมในไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ ข้าวโพด และผลไม่ต่างๆ ที่ควรจะพัฒนาจากการเพาะปลูกดั้งเดิมไปสู่การเพาะปลูกแบบอุตสาหกรรม และรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์เพื่อช่วยเหลือกันและกัน

ด้านนายชวพล จริยาวิโรจน์ ประธานบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ 28 ปีที่แล้ว มุ่งหวังที่จะตั้งฐานในไทย เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความแข็งแกร่งทางภูมิศาสตร์ และมีความต้องการในเทคโนโลยีระดับสูง ทำให้ตอนนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีในอาเซียนและเป็นฐานการพัฒนาเทคโนโลยีระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพที่จะขยายเป็นศูนย์กลางของโลกในอนาคต เพราะในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นผู้เล่นหลักในตลาดการลงทุน และทุกภาคธุรกิจต้องพึ่งพาการสนับสนุนทางเทคโนโลยีในการดำเนินการและเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

นโยบายต่างๆ ของรัฐบาล เช่น นโยบาย Cloud First Policy แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก และประเทศไทยกำลังไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อบริษัทเทคโนโลยี เช่น หัวเว่ย ซึ่งบริษัทไม่ได้มองแค่ว่าประเทศไทยเป็นฐานการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังเป็นมิตรประเทศกับประเทศจีน ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์กันมายาวนานและจะพัฒนาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปผ่านการลงทุนทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในประเด็นซัพพลายเชน มองว่าประเทศไทยได้พบกับความท้าทาย แต่ก็เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับกลุ่มธุรกิจเช่นกัน เพราะทำให้ภาคธุรกิจซัพพลายเชน และโลจิสติกส์ต้องสร้างความแตกต่างในการบริการให้กับกลุ่มธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ภาคเกษตรกรรม เป็นต้น การนำเทคโนโลยี และ AI เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจก็ทำให้การเพาะปลูกทำได้มาตรฐานยิ่งขึ้น และทำให้ภาคเทคโนโลยีต้องยิ่งพัฒนาตนเอง เช่น หัวเว่ยเองก็เน้นการลงทุนในการวิจัยและพัฒนามากถึง 25% ของงบประมาณในแต่ละปี

“สิ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาช่องว่างทักษะในแรงงานได้ ก็คือการวางนโยบายให้ดึงดูดแรงงานต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นทางลัดในการแก้ไขปัญหานี้แล้ว ยังเอื้อให้มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับแรงงานไทยอีกด้วย ซึ่งจะทำให้แรงงานไทยพัฒนาทักษะและสร้างความได้เปรียบให้กับประเทศในอนาคต นอกจากนี้การลงทุนในภาคธุรกิจ Wellness และการแพทย์ในไทยทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าดึงดูดสำหรับแรงงานต่างชาติเป็นอย่างมาก”

คำปฏิเสธ: บทความนี้ทำซ้ำจากสื่ออื่น ๆ วัตถุประสงค์ของการพิมพ์ซ้ำคือการถ่ายทอดข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์นี้เห็นด้วยกับมุมมองและรับผิดชอบต่อความถูกต้องและไม่รับผิดชอบใด ๆ ตามกฎหมาย แหล่งข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ได้รับการรวบรวมบนอินเทอร์เน็ตจุดประสงค์ของการแบ่งปันคือเพื่อการเรียนรู้และการอ้างอิงของทุกคนเท่านั้นหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาโปรดส่งข้อความถึงเรา

ล่าสุด

ลิงค์ที่เป็นมิตร

Back to top
©ลิขสิทธิ์ 2009-2020 เครือข่ายชีวิตไทย      ติดต่อเรา   SiteMap