กกร.กังวลหนักศก.ไทย หั่นจีดีพีปี 68 อีกรอบเหลือ 1.5-2% ครึ่งปีหลังแขวนไว้กับเจรจาทรัมป์

2025-06-04    HaiPress

กกร.รับสารพัดกังวลเศรษฐกิจไทยหนัก ทั้งบาทแข็งเร็ว - เจรจาทรัมป์ไม่คืบ - โดนสวมสิทธิ์ส่งออก - ขีดแข่งขันไทยลด หั่นเป้าจีดีพี รอบสอง เหลือ 1.5-2% ส่งออก ติดลบ 5- 0.3% จี้รัฐงัดมาตรการเร่งกู้เศรษฐกิจด่วน

นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)  ประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทยว่า กกร.ได้ปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 68 เหลือ 1.5 – 2.0% เป็นการปรับลดครั้งที่ 2 หลังจากเดือนม.ค. มองว่า จีดีพีจะขยายตัว 2.4-2.9% และปรับลดอีกครั้งเดือนพ.ค. คาดจีดีพี ขยายตัว2-2.2% ส่วนส่งออก ล่าสุดคาดว่า จะติดลบ 0.5 – 0.3% จากต้นปีมองว่า จะขยายตัว 1.5 -2.5% และเดือนพ.ค. ได้ปรับลดเหลือ 0.3 – 0.9%  เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว และไม่แน่นอนสูง หลังมาตรการภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิจารณาทางกฎหมาย และล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เพิ่มภาษีเหล็ก และอะลูมิเนียมจาก 25% เป็น 50% แล้ว

ทั้งนี้แรงส่งของเศรษฐกิจไทยแผ่วลง โดยการบริโภคภาคเอกชนชะลอลง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่อง และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง ด้านการส่งออกสินค้าแม้จะขยายตัวสูงกว่า 15% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการเร่งส่งออก แต่กลับไม่ได้ส่งผลบวกต่อภาคการผลิตซึ่งขยายตัวเพียง 0.6% โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกโดยใช้สินค้าคงคลังและผู้ประกอบการไม่ได้ผลิตเพื่อทดแทนสินค้าคงคลังที่ลดลง

“เศรษฐกิจไทยปี 68 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ตามการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง จำเป็นต้องมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเป้า และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐให้ได้อย่างน้อย 70% ของวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ต้องเร่งขยายตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล ตั้งแต่ต้นปีขยายตัว 17.0% เพื่อทดแทนนักท่องเที่ยวจากจีนที่ลดลงและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว”

ทั้งนี้แม้คาดว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 68 เศรษฐกิจจะขยายตัวใกล้เคียง 3 %  แต่ครึ่งหลังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวไม่ถึง 1%  โดยขึ้นอยู่กับผลการเจรจาภาษีระหว่างสหรัฐฯ และไทย เทียบกับประเทศคู่แข่ง ตลอดจนแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของสินค้านำเข้าจากจีน อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อธุรกิจและการจ้างงาน

ดังนั้นมาตรการภาครัฐที่ปัจจุบันเป็นมาตรการระยะสั้น จึงควรมองต่อเนื่องทั้งมาตรการระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่อเนื่อง อีกทั้งควรมีความยืดหยุ่นและสอดรับกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออก ตลอดจนป้องกันการไหลบ่าของสินค้านำเข้าผ่านการควบคุมมาตรฐานและตรวจสอบสินค้าผ่านด่านอย่างเข้มงวด

ที่ประชุมกกร. มีความกังวลประเด็นการสวมสิทธิ์การส่งออก และการนำเข้าสินค้า เพื่อส่งออก (re-export) โดยใช้วัตถุดิบในประเทศต่ำ ไม่ได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ  แม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวได้สูง แต่ก็มีการนำเข้าที่สูง ขณะที่ภาคการผลิต การบริโภคในประเทศ และการลงทุนภาคเอกชนที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม  นอกจากนี้ ประเทศไทยยังขาดการเชื่อมโยงด้านการนำเข้ากับส่งออก ที่ทำให้เข้าใจภาพเศรษฐกิจในเชิงลึก ให้ติดตามและแก้ปัญหารี – เอ็กพอร์ตได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ยังกังวลเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาอัตราภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันกรอบเวลาในการเจรจายังไม่ชัดเจน และมีความเสี่ยงสูง โดยเชื่อมโยงกับประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจา โดยระยะเวลาผ่อนปรนภาษี 90 วันของสหรัฐฯ จะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 ก.ค.

กกร. มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ในช่วง 32.5-32.7 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยแข็งค่ามากกว่าประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ และจีน ในเดือนที่ผ่านมา ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าระดับที่ธุรกิจแข่งขันได้ โดยมองว่าควรให้ความสำคัญกับการดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าหรือผันผวนเร็วจนเกินไป และการสื่อสารฯเชิงรุกเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถรับรู้และปรับตัวได้ทันการณ์ อีกทั้งยังจำเป็นต้องมีการส่งผ่านประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็ง เช่นต้นทุนนำเข้าสินค้าพลังงาน และวัตถุดิบในภาคเกษตรฯ ที่ลดลงไปยังภาคการผลิตและภาคประชาชนให้ได้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. มีความกังวลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยทั้งจากสภาพเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว แรงกดดันจากสงครามการค้า และการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ดังนั้นเพื่อเป็นมาตรการลดภาระให้กับผู้ประกอบการไทย

จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง ประเภทที่ 4 กิจการขนาดใหญ่ และประเภทที่ 5 กิจการเฉพาะอย่าง (กิจการโรงแรมและให้เช่าพักอาศัย) ที่ปัจจุบันมีการวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท ขอให้ปรับลดวงเงินประกันฯ ให้เหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการชำระค่าไฟฟ้าตามกำหนด จากเดิมที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 67 ปรับเหลือ 0.8 เท่า อาจปรับเพิ่มวงเงินขึ้นตามสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการที่มีการผิดนัดชำระค่าไฟฟ้า โดยการปรับลดวงเงินประกันดังกล่าวจะมีส่วนช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องทางการเงินในการดำเนินธุรกิจมากขึ้นในช่วงที่สภาพเศรษฐกิจที่ความผันผวนสูง

กกร. เห็นด้วยกับการขยายเวลาลงทะเบียนโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 1 จนถึง 30 มิ.ย. และแนวทาง เฟส 2 ที่ขยายคุณสมบัติลูกหนี้ที่เข้าโครงการได้ เช่น ผ่อนเกณฑ์เรื่องการค้างชำระหนี้สำหรับลูกค้าที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ ในมาตรการ “จ่ายตรงคงทรัพย์” และการขยายภาระหนี้ที่สามารถเข้ามาตรการ “จ่าย ปิด จบ” ได้ อย่างไรก็ดี ยังจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับในระยะถัดไป โดยเฉพาะการสร้างรายได้ เสริมสวัสดิการ ให้ลูกหนี้มีศักยภาพได้ด้วยตนเองภายหลังจบโครงการ 3 ปี เพื่อไม่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปเรื่อยๆ

คำปฏิเสธ: บทความนี้ทำซ้ำจากสื่ออื่น ๆ วัตถุประสงค์ของการพิมพ์ซ้ำคือการถ่ายทอดข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์นี้เห็นด้วยกับมุมมองและรับผิดชอบต่อความถูกต้องและไม่รับผิดชอบใด ๆ ตามกฎหมาย แหล่งข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ได้รับการรวบรวมบนอินเทอร์เน็ตจุดประสงค์ของการแบ่งปันคือเพื่อการเรียนรู้และการอ้างอิงของทุกคนเท่านั้นหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาโปรดส่งข้อความถึงเรา

ล่าสุด

ลิงค์ที่เป็นมิตร

Back to top

ล่าสุด

รถยนต์คันที่ 30 ล้านผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว! GAC ร่วมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญนี้กับผู้ใช้งานทั่วโลก UNDP และ TAILG ลงนาม MoU สำหรับโครงการการเดินทางสีเขียวคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในแอฟริกาและทั่วโลก งานแสดงสัญชาวิศวกรรมนานาชาติเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ปี 2026 จัดขึ้นสำเร็จแล้วในประเทศไทย BGI Group Showcases Life Science Innovation Across the Value Chain at the 4th China International Supply Chain Expo Singapore Treasure Carbon เข้าร่วม Climate Future Asia Summit 2026 (CFAS) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทัวร์มณฑลเจียงซู “Travelogue of China 2026” สิ้นสุดลง โดดเด่นด้วยนวัตกรรม ความเปิดกว้าง และการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
©ลิขสิทธิ์ 2009-2020 เครือข่ายชีวิตไทย      ติดต่อเรา   SiteMap