เดือดจัด! ‘มหากิจศิริ’ โต้ปมร้อนสะบั้นรัก ‘เนสกาแฟ’ หลังข้อมูลถูกบิดเบือน

2025-04-18    HaiPress

เดือดจัด! 'มหากิจศิริ' โต้ปมร้อนสะบั้นรัก 'เนสกาแฟ' หลังข้อมูลถูกบิดเบือน ชี้ หย่าขาดกันได้แต่อย่าทำร้าย

จากข่าวใหญ่ของการสะบั้นรักระหว่าง“เนสท์เล่”เจ้าของ“เนสกาแฟ”กับตระกูล“มหากิจศิริ”ร่วมกันก่อตั้งบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) เพื่อผลิตกาแฟและจำหน่ายในประเทศไทย จนเกิดข้อพิพาทฟ้องร้องกัน

ล่าสุดบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP)ออกแถลงการณ์ข้อเท็จจริง กรณีข้อพิพาททางกฎหมายกับบริษัทเนสท์เล่ หลังศาลแพ่งมีนบุรีมีคำสั่งห้ามเนสท์เล่ผลิต ขาย และนำเข้าเนสกาแฟ มาจำหน่ายในไทย เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2568 แต่เนสท์เล่ กลับไปฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ เพื่อขอดำเนินธุรกิจต่อ

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ ระบุว่า“บริษัท QCP เป็นการร่วมทุนระหว่างครอบครัวมหากิจศิริ กับเนสท์เล่ในสัดส่วน 50:50 ซึ่งแม้สูตรกาแฟกับเทคโนโลยีการผลิตจะเป็นของเนสท์เล่ทั้งหมด แต่เป็นเงินที่บริษัท QCP จ่ายให้เนสท์เล่ หลายหมื่นล้านบาทในระยะเวลาที่ผ่านมา จากนั้นเมื่อบริษัท QCP หมดอายุสัญญากับเนสท์เล่ ทางเนสท์เล่ก็ไม่ได้ต่อสัญญา จนเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ศาลอนุญาโตตุลาการสากล ก็ตัดสินว่าเนสท์เล่เลิกสัญญาร่วมทุน (Joint Venture) กับคุณประยุทธ มหากิจศิริ เพียงคนเดียว”

ทั้งนี้เนสท์เล่ ได้เลิกสัญญาร่วมทุน (Joint Venture) กับคุณประยุทธ มหากิจศิริ เพียงคนเดียว (ซึ่งไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายไทย) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณประยุทธ มหากิจศิริ ถือหุ้นเพียง 3% เท่านั้น โดยไม่มีผลผูกพัน แต่คุณเฉลิมชัย มหากิจศิริ ซึ่งถือหุ้นใหญ่สุด 47% และยังไม่ผูกพันบริษัท QCP ด้วย 100%

ฉะนั้น…สิ่งที่เนสท์เล่ พาดพิงจากข้อพิพาทกับคุณประยุทธ ในเรื่องเลิกสัญญานี้ จึงเป็นการบิดเบือน

และเพื่อความถูกต้อง คุณเฉลิมชัย มหากิจศิริ และครอบครัว จึงฟ้องคดีต่อศาลแพ่งมีนบุรี ขอความเป็นธรรม โดยมีคำสั่งห้ามเนสท์เล่ ซึ่งยังถือหุ้นร่วมกันอยู่ 50:50 เท่ากัน “ไม่ให้ผลิต ห้ามขาย ห้ามนำเข้าสินค้า เนสกาแฟมาจำหน่ายในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เนสท์เล่ ไม่สามารถนำเข้าสินค้าเนสกาแฟจากต่างประเทศมาแย่งอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทยได้

ในแถลงการณ์ตอนหนึ่ง ยังระบุว่าเนสท์เล่ไม่เคารพคำสั่งศาลไทย ไปฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 และมีการบิดเบือนเพื่อให้สังคมเข้าใจผิดอีกว่า ให้เนสท์เล่กลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟได้ตามปกติ (ซึ่งศาลท่านไม่ได้มีคำสั่งเช่นนั้น)

นอกจากนี้แถลงการณ์ยังชี้ว่า ความเป็นจริง เมื่อเนสท์เล่และมหากิจศิริ มีความเห็นต่างกันในเชิงธุรกิจ ก็สามารถหย่าขาดจากกันได้ แยกทางกันได้ แต่จะทำร้ายลูกไม่ได้โดยขณะนี้QCP มีทรัพย์สินอยู่ร่วมหมื่นกว่าล้านบาท และมีเงินสดอยู่ 5,000 ล้านบาทซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว ควรให้บริษัทQCP ผลิตเนสกาแฟต่อ หรือผลิตกาแฟยี่ห้อ QCP เองก็ได้ เพื่อสนองความต้องการของตลาดในราคาที่ถูกลงได้.

คำปฏิเสธ: บทความนี้ทำซ้ำจากสื่ออื่น ๆ วัตถุประสงค์ของการพิมพ์ซ้ำคือการถ่ายทอดข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์นี้เห็นด้วยกับมุมมองและรับผิดชอบต่อความถูกต้องและไม่รับผิดชอบใด ๆ ตามกฎหมาย แหล่งข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ได้รับการรวบรวมบนอินเทอร์เน็ตจุดประสงค์ของการแบ่งปันคือเพื่อการเรียนรู้และการอ้างอิงของทุกคนเท่านั้นหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาโปรดส่งข้อความถึงเรา

ล่าสุด

ลิงค์ที่เป็นมิตร

Back to top

ล่าสุด

รถยนต์คันที่ 30 ล้านผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว! GAC ร่วมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญนี้กับผู้ใช้งานทั่วโลก UNDP และ TAILG ลงนาม MoU สำหรับโครงการการเดินทางสีเขียวคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในแอฟริกาและทั่วโลก งานแสดงสัญชาวิศวกรรมนานาชาติเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ปี 2026 จัดขึ้นสำเร็จแล้วในประเทศไทย BGI Group Showcases Life Science Innovation Across the Value Chain at the 4th China International Supply Chain Expo Singapore Treasure Carbon เข้าร่วม Climate Future Asia Summit 2026 (CFAS) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทัวร์มณฑลเจียงซู “Travelogue of China 2026” สิ้นสุดลง โดดเด่นด้วยนวัตกรรม ความเปิดกว้าง และการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
©ลิขสิทธิ์ 2009-2020 เครือข่ายชีวิตไทย      ติดต่อเรา   SiteMap