ส.อ.ท.หนุน ‘พาณิชย์’ เดินหน้า FTA-EFTA หลังบรรลุการเจรจาสําเร็จ

2024-12-05    HaiPress

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หนุนกระทรวงพาณิชย์เดินหน้า FTA-EFTA หลังบรรลุการเจรจาสําเร็จเป็นฉบับแรกที่ไทยมีกับประเทศในยุโรป ส่งผลให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ส่งข่าวแสดงความยินดีต่อกระทรวงพาณิชย์ ในความสําเร็จต่อการบรรลุการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งนับว่าเป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยมีกับประเทศในยุโรป โดยกลุ่มประเทศ EFTA ประกอบด้วยสมาชิก  4 ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ ไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์

การเจรจา FTA ฉบับนี้ใช้เวลาการเจรจาร่วม 2 ปี นับจากปี 2565 โดยการเจรจาครอบคลุมประเด็นสําคัญ อาทิ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้า การอํานวยความสะดวกทางการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช มาตรการอุปสรรคเทคนิคต่อการค้า การค้าบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา ความร่วมมือด้านเทคนิคและการเสริมสร้างศักยภาพ เป็นต้น ซึ่งตลอดการเจรจา ส.อ.ท. ได้ให้ข้อมูลประกอบการเจรจา โดยเฉพาะเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้า ซึ่งมีความสําคัญต่อการกําหนดแหล่งกําเนิดสินค้าเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้

ความตกลงเขตการค้าเสรี ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้รับผลประโยชน์จากการใช้วัตถุดิบร่วมกันระหว่างสมาชิก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก หนังและผลิตภัณฑ์หนัง สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มเครื่องปรับอากาศ และเครื่องทําความเย็น ไฟฟ้ าและอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งเยื่อและกระดาษ

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการเจรจามาโดยตลอด ได้แก่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสํานักงานเศรษฐกิจ การเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ผลสําเร็จของการเจรจา FTA ฉบับนี้ จะส่งผลให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดหวาน อาหารสําเร็จรูป อาหารสัตว์ ผลไม้ เมืองร้อน แป้ง นํ้ามันพืช ไก่แปรรูป นํ้าตาลและผลิตภัณฑ์ เส้นก๋วยเตี๋ยว ผักและผลไม้กระป๋ อง และนํ้าผลไม้และในส่วนของภาคบริการ ได้แก่ การท่องเที่ยว การเงิน โทรคมนาคม การแพทย์และสุขภาพ พลังงานสะอาด และด้าน วิชาชีพ โดยจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระหว่างกันจากมูลค่าการค้าของไทยและ EFTA ที่ปัจจุบัน (เดือนมกราคมตุลาคม 2567) มีมูลค่ากว่า 10,293.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 3,787.97 ล้านดอลลาร์ และมูลค่า การนําเข้า 6,505.56 ล้านดอลลาร์ (ที่มา: รายงานข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์)

ความก้าวหน้าของการเจรจา EFTA ถือเป็นความสําเร็จของรัฐบาลไทยและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นการตอกยํ้าถึงประสิทธิภาพการทํางานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนําไปสู่การเจรจาที่สัมฤทธิ์ผล ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการค้า การลงทุน และภาคอุตสาหกรรม ซึ่ง ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่า นอกจากความสําเร็จของการ เจรจาเปิดเสรีด้านการค้าสินค้าและบริการแล้ว การบรรลุความตกลงนี้จะสามารถเป็นกลไกสําคัญในการนําไปสู่ความร่วมมือกับกลุ่มประเทศยุโรป เพื่อพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยและยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย และไปสู่การเจรจา FTA ไทย-อียู ที่สําเร็จในอนาคต

ภายหลังการสรุปผลการเจรจา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะนําเสนอผลการเจรจาต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบ โดยคาดว่าจะมีการลงนามร่วมกับกลุ่มประเทศสมาชิก EFTA ในช่วงเดือนม.ค.68 เพื่อให้ความตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการต่อไป และในส่วนของภาคเอกชนไทย จะสามารถติดตามความคืบหน้าและแนวทางการใช้ประโยชน์จากความตกลงฉบับนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจและขยายโอกาสในการค้าระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะผู้แทนภาคเอกชนด้านอุตสาหกรรม ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่มีบทบาทสําคัญในการผลักดันให้การเจรจา FTA ไทย-EFTA สําเร็จลุล่วง โดย ส.อ.ท. พร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมสมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงเขตการค้าเสรีได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป

คำปฏิเสธ: บทความนี้ทำซ้ำจากสื่ออื่น ๆ วัตถุประสงค์ของการพิมพ์ซ้ำคือการถ่ายทอดข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์นี้เห็นด้วยกับมุมมองและรับผิดชอบต่อความถูกต้องและไม่รับผิดชอบใด ๆ ตามกฎหมาย แหล่งข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ได้รับการรวบรวมบนอินเทอร์เน็ตจุดประสงค์ของการแบ่งปันคือเพื่อการเรียนรู้และการอ้างอิงของทุกคนเท่านั้นหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาโปรดส่งข้อความถึงเรา

ล่าสุด

ลิงค์ที่เป็นมิตร

Back to top

ล่าสุด

รถยนต์คันที่ 30 ล้านผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว! GAC ร่วมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญนี้กับผู้ใช้งานทั่วโลก UNDP และ TAILG ลงนาม MoU สำหรับโครงการการเดินทางสีเขียวคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในแอฟริกาและทั่วโลก งานแสดงสัญชาวิศวกรรมนานาชาติเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ปี 2026 จัดขึ้นสำเร็จแล้วในประเทศไทย BGI Group Showcases Life Science Innovation Across the Value Chain at the 4th China International Supply Chain Expo Singapore Treasure Carbon เข้าร่วม Climate Future Asia Summit 2026 (CFAS) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทัวร์มณฑลเจียงซู “Travelogue of China 2026” สิ้นสุดลง โดดเด่นด้วยนวัตกรรม ความเปิดกว้าง และการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
©ลิขสิทธิ์ 2009-2020 เครือข่ายชีวิตไทย      ติดต่อเรา   SiteMap