เอสพี กรุ๊ป ลงทุนพลังงานหมุนเวียนครั้งแรกในไทย สอดคล้องแผนพัฒนาพลังงานทางเลือกของรัฐ

2024-11-25    HaiPress

เอสพี กรุ๊ป เข้าซื้อกิจการพลังงานแสงอาทิตย์รวมกำลังการผลิต 13 เมกะวัตต์พีค โดยแบ่งเป็นโซลาร์ฟาร์มภาคพื้นดินขนาด 9 เมกะวัตต์พีค และโครงการโซลาร์รูฟท็อปขนาด 4 เมกะวัตต์พีค โครงการด้านพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวสามารถผลิตพลังงานสะอาดได้ราว 17,600 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 8,625 ตันต่อปี

เอสพี กรุ๊ป (เอสพี) กลุ่มสาธารณูปโภคชั้นนำและผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานที่ยั่งยืนในสิงคโปร์และเอเชียแปซิฟิก ประกาศเข้าซื้อกิจการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยที่มีกำลังการผลิตรวม 13 เมกะวัตต์พีค (MWp) ซึ่งถือเป็นการควบรวมกิจการในประเทศไทยครั้งแรก การควบรวมครั้งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของบริษัทฯ และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียนและความยั่งยืนของประเทศไทย

โครงการพลังงานแสงอาทิตย์นี้คาดว่าจะสามารถผลิตพลังงานสะอาดได้ประมาณ 17,600 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ราว 8,625 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการนำรถยนต์ออกจากท้องถนนถึง 1,875 คัน

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ประกอบด้วยโซลาร์ฟาร์มภาคพื้นดินรวม 3 แห่ง กำลังการผลิตรวม 9 เมกะวัตต์พีค จากบริษัทโซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีประสบการณ์ในการผลิตอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์กว่า 35 ปี นอกจากนี้ เอสพี กรุ๊ป ยังได้เข้าซื้อโครงการโซลาร์รูฟท็อปอีก 2 แห่ง กำลังการผลิตรวม 4 เมกะวัตต์พีค จากบริษัท เดอะ เมกะวัตต์ จำกัด

โซลาร์ฟาร์มภาคพื้นดินทั้ง 3 แห่งตั้งอยู่ในจังหวัดอ่างทองและประจวบคีรีขันธ์ โดยจะจ่ายพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าโดยตรงภายใต้มาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทย ซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวภาพในระดับอุตสาหกรรม โครงการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถผลิตพลังงานสะอาดได้ 12,500 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 6,075 ตันต่อปี

ในขณะที่โครงการโซลาร์รูฟท็อปทั้ง 2 แห่งในจังหวัดระยอง จะผลิตพลังงานสะอาดให้กับโรงงานผลิตเหล็ก 2 แห่ง ได้แก่ โรงงาน Kobelco Millcon Steel โดยคาดว่าจะผลิตพลังงานสะอาดได้ 5,100 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 2,550 ตันต่อปี

การลงทุนครั้งนี้ช่วยให้เอสพี กรุ๊ป สามารถสนับสนุนแผนพัฒนาพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2561-2580 (AEDP 2018) ของประเทศไทย ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนของประเทศเป็น 30% ของสัดส่วนพลังงานทั้งหมดภายในปี 2580 โดยแผน AEDP 2018 มีเป้าหมายขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของประเทศให้ถึง 29,411 เมกะวัตต์ ภายในปีเดียวกัน

นาย Brandon Chiaกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียของเอสพี กรุ๊ป กล่าวว่า “การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในระยะยาวของเอสพี กรุ๊ป ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศไทย พร้อมทั้งช่วยเสริมศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนของบริษัท นอกจากนี้ เรายังมีเป้าหมายที่จะผลักดันการลดการปล่อยคาร์บอนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ โดยจะร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ และลงทุนในเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียนและพลังงานยั่งยืนให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

นับตั้งแต่ปี 2565 เอสพี กรุ๊ป มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวของประเทศไทย โดยได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้นำในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ เบทาโกร มาลีกรุ๊ป และมหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันบริษัทมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยรวมกว่า 200 เมกะวัตต์พีค นอกจากนี้ เอสพี กรุ๊ป ได้ร่วมมือกับบ้านปู เน็กซ์ ในการออกแบบ พัฒนา และบริหารจัดการระบบผลิตความเย็นแบบรวมศูนย์ (District Cooling System) โครงการแรกในประเทศไทย ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ โซน C การขยายการลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาพลังงานยั่งยืนในประเทศไทย แต่ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาค 

คำปฏิเสธ: บทความนี้ทำซ้ำจากสื่ออื่น ๆ วัตถุประสงค์ของการพิมพ์ซ้ำคือการถ่ายทอดข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์นี้เห็นด้วยกับมุมมองและรับผิดชอบต่อความถูกต้องและไม่รับผิดชอบใด ๆ ตามกฎหมาย แหล่งข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ได้รับการรวบรวมบนอินเทอร์เน็ตจุดประสงค์ของการแบ่งปันคือเพื่อการเรียนรู้และการอ้างอิงของทุกคนเท่านั้นหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาโปรดส่งข้อความถึงเรา

ล่าสุด

ลิงค์ที่เป็นมิตร

Back to top

ล่าสุด

รถยนต์คันที่ 30 ล้านผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว! GAC ร่วมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญนี้กับผู้ใช้งานทั่วโลก UNDP และ TAILG ลงนาม MoU สำหรับโครงการการเดินทางสีเขียวคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในแอฟริกาและทั่วโลก งานแสดงสัญชาวิศวกรรมนานาชาติเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ปี 2026 จัดขึ้นสำเร็จแล้วในประเทศไทย BGI Group Showcases Life Science Innovation Across the Value Chain at the 4th China International Supply Chain Expo Singapore Treasure Carbon เข้าร่วม Climate Future Asia Summit 2026 (CFAS) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทัวร์มณฑลเจียงซู “Travelogue of China 2026” สิ้นสุดลง โดดเด่นด้วยนวัตกรรม ความเปิดกว้าง และการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
©ลิขสิทธิ์ 2009-2020 เครือข่ายชีวิตไทย      ติดต่อเรา   SiteMap