หนี้ครัวเรือนไทย 89.6% ต่ำสุดในรอบ 4 ปี เปิดสาเหตุ 4 เรื่องหลัก

2024-10-17    HaiPress

หนี้ครัวเรือนไทย ต่ำสุดในรอบ 4 ปี ชะลอลงแตะ 89.6% เปิดผลสำรวจคนไทยมีหนี้มากแค่ไหน มีปัญหาอะไร สาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” รายงานหนี้ครัวเรือนไทย เริ่มชะลอการเติบโตลงมานับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 โดยข้อมูลล่าสุด ณ ไตรมาสที่ 2/2567 ยอดคงค้างเงินกู้ยืมภาคครัวเรือนไทยอยู่ที่ 16.32 ล้านล้านบาท เติบโตเพียง 1.3% YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตของหนี้ครัวเรือนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ ธปท. เริ่มมีการเผยแพร่สถิติข้อมูลในปี 2546 และชะลอลงต่อเนื่องจากที่เติบโต 4.2% YoY ในไตรมาสที่ 3/2565 โดยการชะลอลงของยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนในช่วงดังกล่าว สะท้อน 4 เรื่อง หลักๆ ได้แก่

1.การทยอยหดตัวลงของหนี้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในประเภทหนี้ Big-Ticket Items ของครัวเรือน โดยหนี้เพื่อซื้อรถยนต์ฯ ของครัวเรือน หดตัวลง 5.8% YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 ซึ่งเป็นอัตราการหดตัวที่ลึกที่สุดนับตั้งแต่ฐานข้อมูลหนี้ครัวเรือนแบ่งตามวัตถุประสงค์การกู้เริ่มเผยแพร่ในปี 2555 และเป็นการหดตัวลงตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่สัดส่วนหนี้รถยนต์ฯ ต่อหนี้ครัวเรือนไทย ลดลงมาอยู่ที่ 10.6% ในไตรมาสที่ 2/2567 จากที่เคยมีสัดส่วนประมาณ 11.5% ต่อหนี้ครัวเรือนไทยในช่วงไตรมาสที่ 3/2565 ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว สอดคล้องกับภาพการหดตัวลงของตลาดรถยนต์ในประเทศ

2.สินเชื่อบ้านปล่อยใหม่ของธนาคารพาณิชย์หดตัวลง ทั้งในส่วนของสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยใหม่และที่อยู่อาศัยมือสองทั้งแนวราบและอาคารชุด หลังมาตรการผ่อนปรน LTV สำหรับช่วงโควิด-19 สิ้นสุดลงในช่วงสิ้นปี 2565 ขณะที่ ยอดคงค้างหนี้อสังหาริมทรัพย์ของภาคครัวเรือนที่ปล่อยโดยสถาบันการเงินทุกประเภท ชะลอลงจากที่เติบโต 5.3% YoY ไตรมาสที่ 3/2565 มาที่ 3.0% YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ฐานข้อมูลหนี้ครัวเรือนแบ่งตามวัตถุประสงค์การกู้เริ่มเผยแพร่ในปี 2555 เช่นกัน

3.หนี้เพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่น (ไม่รวมบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล) ยังคงเร่งตัวขึ้น สวนทางกับหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ชะลอลง ซึ่งภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ครัวเรือนยังพึ่งพาเงินกู้มาบริหารจัดการสภาพคล่องเพื่อกินเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน โดยยอดคงค้างหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่น เร่งขึ้น 4.4% YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 เทียบกับเติบโตประมาณ 2.1% YoY ไตรมาสที่ 3/2565 ขณะที่ยอดคงค้างหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ขยายตัวเพียง 3.6% YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 จากที่เคยโตถึง 15.5% YoY ในไตรมาสที่ 3/2565

4.ครัวเรือนเริ่มมีการกู้ยืมเงินผ่านสถาบันการเงินอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจมากขึ้นตลอดช่วง 3-6 ไตรมาสที่ผ่านมา อาทิ การกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ เติบโต 4.0% YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 สูงกว่าการกู้ยืมผ่านแบงก์และ SFIs และการกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันที่ทำไว้ (เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง นำเงินบางส่วนมาหมุนใช้จ่ายโดยที่การคุ้มครองหลักจากกรมธรรม์ยังคงไว้อยู่ และไม่ต้องยกเลิกสัญญาของประกันที่ทำไว้) ซึ่งเติบโต 4.3% YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 ขณะที่การกู้ยืมจากโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 9.7% YoY ในไตรมาสที่ 2/2567

น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หากมองในภาพรวม หนี้สินของภาคครัวเรือนไทยในไตรมาส 2/2567 ซึ่งยังคงเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของมูลค่าทางเศรษฐกิจที่วัดจาก Nominal GDP ส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ชะลอลงมาที่ระดับ 89.6% (ต่ำสุดในรอบ 4 ปี) จากระดับ 90.7% ในไตรมาสที่ 1/2567 ย้ำภาพการชะลอตัวต่อเนื่องหลังจากที่เคยปรับสูงขึ้นไปแตะ 95.5% ต่อจีดีพีในช่วงวิกฤติโควิด-19

หนี้ครัวเรือนไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี 2567 โดยมีความเป็นไปได้ที่อัตราการเติบโตของหนี้ครัวเรือนในปี 2567 จะต่ำกว่า 1.0% ซึ่งเป็นอัตราที่ช้ากว่า Nominal GDP เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในภาพรวมที่ยังมีสัญญาณฟื้นตัวช้าและผลกระทบต่อเนื่องจากช่วงโควิด-19 ล้วนเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของรายได้ภาคครัวเรือน ซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อเนื่องต่อความสามารถในการก่อหนี้ก้อนใหม่ และความสามารถในการรับมือกับภาระหนี้ก้อนเดิม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ทบทวนตัวเลขประมาณการสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในปี 2567 จากคาดการณ์เดิมที่ 90.7% ลงมาที่กรอบ 88.5-89.5% ซึ่งแม้จะต่ำลงเมื่อเทียบกับระดับ 91.4% ต่อจีดีพีในปี 2566 แต่ก็ยังคงสูงกว่า 80.0% ต่อจีดีพี ซึ่งตามการศึกษาของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) พบว่า ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 80.0% ต่อจีดีพีติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของระบบการเงินได้

จากข้อมูลผลสำรวจหนี้สินครัวเรือนประจำไตรมาส 3/2567 จำนวน 963 ตัวอย่างทั่วประเทศโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ครัวเรือน/ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนเป็นกลุ่มที่มีฐานะทางการเงินที่เปราะบางและมีภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินเต็มมือ เพราะแม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มนี้จะมีหนี้ประมาณ 1-3 ก้อนใกล้เคียงค่าเฉลี่ย แต่ก็มีสัดส่วนการกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงินในระบบสูงกว่ากลุ่มระดับรายได้อื่น ขณะที่สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) ก็ไต่ขึ้นไปสูงถึง 40.3% จึงทำให้มีเงินเหลือเก็บออมเพียง 10.5% เมื่อเทียบกับรายได้ต่อเดือน

ส่วนครัวเรือน/ผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 30,000-70,000 บาทต่อเดือน นั้น เป็นกลุ่มที่แม้จะสามารถดูแลจัดการกับภาระหนี้ที่มีอยู่เดิมได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีสัญญาณสะท้อนว่า กลุ่มนี้อาจเริ่มมีข้อจำกัดในการก่อหนี้ก้อนใหม่ เพราะหนี้เดิมส่วนใหญ่เป็นหนี้ในกลุ่ม Big-Ticket Items และผู้ตอบแบบสอบถามบางรายในกลุ่มนี้อาจมีหนี้มากกว่า 3 ก้อนพร้อมกัน จึงทำให้มีสัดส่วน DSR ขยับขึ้นไปที่ 40.8% โดยเฉลี่ย ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น และสำหรับครัวเรือน/ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้มากกว่า 70,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปนั้น น่าจะเป็นกลุ่มที่สามารถรับมือกับภาระหนี้ที่มีอยู่ได้ค่อนข้างดี สามารถบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินได้และมีเงินเหลือเก็บออมต่อเดือนสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ

เมื่อเจาะลงไปถึงสาเหตุของการก่อหนี้ในแต่ละกลุ่มรายได้ พบว่า ครัวเรือน/ผู้ตอบแบบสอบถามที่อยู่ในกลุ่มรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ประมาณ 46% (ค่าเฉลี่ยของกลุ่มรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มรายได้มากกว่า 15,000-30,000 บาทต่อเดือน) เป็นหนี้เพราะเหตุจำเป็น เช่น รายได้ไม่เพียงพอรองรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และ/หรือมีปัญหาด้านสภาพคล่อง-เงินออมต่ำ ทำให้ไม่สามารถหมุนเงินได้ทันในระยะสั้นเมื่อมีเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงิน ดังนั้น กลุ่มรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน จึงเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อรายได้มากกว่าลูกหนี้กลุ่มอื่น

คำปฏิเสธ: บทความนี้ทำซ้ำจากสื่ออื่น ๆ วัตถุประสงค์ของการพิมพ์ซ้ำคือการถ่ายทอดข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์นี้เห็นด้วยกับมุมมองและรับผิดชอบต่อความถูกต้องและไม่รับผิดชอบใด ๆ ตามกฎหมาย แหล่งข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ได้รับการรวบรวมบนอินเทอร์เน็ตจุดประสงค์ของการแบ่งปันคือเพื่อการเรียนรู้และการอ้างอิงของทุกคนเท่านั้นหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาโปรดส่งข้อความถึงเรา

ล่าสุด

ลิงค์ที่เป็นมิตร

Back to top

ล่าสุด

รถยนต์คันที่ 30 ล้านผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว! GAC ร่วมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญนี้กับผู้ใช้งานทั่วโลก UNDP และ TAILG ลงนาม MoU สำหรับโครงการการเดินทางสีเขียวคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในแอฟริกาและทั่วโลก งานแสดงสัญชาวิศวกรรมนานาชาติเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ปี 2026 จัดขึ้นสำเร็จแล้วในประเทศไทย BGI Group Showcases Life Science Innovation Across the Value Chain at the 4th China International Supply Chain Expo Singapore Treasure Carbon เข้าร่วม Climate Future Asia Summit 2026 (CFAS) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทัวร์มณฑลเจียงซู “Travelogue of China 2026” สิ้นสุดลง โดดเด่นด้วยนวัตกรรม ความเปิดกว้าง และการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
©ลิขสิทธิ์ 2009-2020 เครือข่ายชีวิตไทย      ติดต่อเรา   SiteMap