รัฐปรับแผนหนี้สาธารณะปีงบ 67 ก่อหนี้ใหม่ 2.75 แสนล้าน ดันแตะ 65.05%

2024-07-04    HaiPress

ครม. ไฟเขียวแผนปรับปรุงการบริหารหนี้สาธารณะครั้งที่ 2 ปีงบ 67 ให้รัฐบาลก่อหนี้ใหม่อีก 2.75 แสนล้านบาท สลค. ส่งความเห็นเตือนหนี้รัฐสูงขึ้นมาก แนะจัดงบฯ ใช้หนี้เกิน 3% ของจีดีพี

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) กลุ่มจังหวัดตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง1 (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์) ณ จ.นครราชสีมา ได้เห็นชอบอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังโดยคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ เสนอ ให้มีการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ2567ครั้งที่2

ซึ่งมีการเปลี่ยนจากการอนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะปี 2567 ครั้งที่ 1 ที่ ครม.อนุมัติไปเมื่อวันที่ 13 ก.พ. โดยภายหลังจากมีการปรับปรุงหนี้สาธารณะแล้วระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จะอยู่ที่ 65.05% ต่อจีดีพี จากกรอบบริหารหนี้สาธารณะที่ไม่เกิน 70% ของจีดีพี

โดยมีสาระสำคัญ คือ1.แผนการก่อหนี้ใหม่ ปรับเพิ่มขึ้นสุทธิ2.758แสนล้านบาท จากเดิม7.547แสนล้านบาท รวมเป็น1.03ล้านล้านบาทการปรับปรุงแผนการก่อหนี้ใหม่ในครั้งนี้แบ่งเป็นการก่อหนี้ของรัฐบาลที่รัฐบาลกู้มาใช้โดยตรงเพิ่มขึ้น2.69แสนล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2567และแผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาลที่รัฐบาลกู้และมาให้รัฐวิสาหกิจกู้ต่อ เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณ3,400 ล้านบาท

2.แผนการบริหารหนี้เดิม ปรับเพิ่มขึ้นสุทธิ3.342หมื่นล้านบาท จากเดิม2.008ล้านล้านบาท เป็น2.042ล้านล้านบาท รวมเป็น2.024ล้านล้านบาท แบ่งเป็นแผนการบริหารหนี้ในประเทศ เพิ่มขึ้นประมาณ6.674หมื่นล้านบาท

ขณะที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ให้ความเห็นในส่วนของการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะครั้งที่ 2 ว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศไทย อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ขีดความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลยังคงมีอยู่อย่างจำกัด ประกอบกับภาวะอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ส่งผลให้รัฐบาลมีภาระในการชำระหนี้เพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต

ขณะเดียวกันที่ประชุม ครม. มอบหมายสำนักงบประมาณ รับข้อสังเกตในประเด็นเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณในส่วนของต้นเงินและดอกเบี้ยของหนี้รัฐบาลและหนี้รัฐวิสาหกิจให้เพียงพอและสอดคล้องกับขนาดของมูลหนี้ที่ครบกำหนดชำระในปีงบประมาณนั้น โดยควรจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระต้นเงินกู้เฉพาะในส่วนหนี้รัฐบาลไม่ต่ำกว่า 3% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี  

นอกจากนี้ การจัดทำวงเงินงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งได้บรรจุรายการวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลสัดส่วนต่อจีดีพี จำนวน 1.12 แสนล้านบาท และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568  ซึ่งมีการกำหนดวงเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณสูงถึง จำนวน 8.657 แสนล้านบาท ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจเป็นตัวเร่งให้จำนวนหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้นเพื่อให้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการดังนี้ อาทิ จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนหนี้สาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ และเพื่อป้องกันการเกิดการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การตั้งงบเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 1.12 แสนล้าน เพื่อนำไปใช้ในโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตตามที่ ครม. ได้เห็นชอบไปก่อนหน้านี้ แต่ภายหลังจากมีการปรับปรุงหนี้สาธารณะแล้ว ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่ 65.05% ต่อจีดีพี จากกรอบบริหารหนี้สาธารณะที่ไม่เกิน 70% ของจีดีพี 

คำปฏิเสธ: บทความนี้ทำซ้ำจากสื่ออื่น ๆ วัตถุประสงค์ของการพิมพ์ซ้ำคือการถ่ายทอดข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์นี้เห็นด้วยกับมุมมองและรับผิดชอบต่อความถูกต้องและไม่รับผิดชอบใด ๆ ตามกฎหมาย แหล่งข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ได้รับการรวบรวมบนอินเทอร์เน็ตจุดประสงค์ของการแบ่งปันคือเพื่อการเรียนรู้และการอ้างอิงของทุกคนเท่านั้นหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาโปรดส่งข้อความถึงเรา

ล่าสุด

ลิงค์ที่เป็นมิตร

Back to top

ล่าสุด

รถยนต์คันที่ 30 ล้านผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว! GAC ร่วมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญนี้กับผู้ใช้งานทั่วโลก UNDP และ TAILG ลงนาม MoU สำหรับโครงการการเดินทางสีเขียวคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในแอฟริกาและทั่วโลก งานแสดงสัญชาวิศวกรรมนานาชาติเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ปี 2026 จัดขึ้นสำเร็จแล้วในประเทศไทย BGI Group Showcases Life Science Innovation Across the Value Chain at the 4th China International Supply Chain Expo Singapore Treasure Carbon เข้าร่วม Climate Future Asia Summit 2026 (CFAS) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทัวร์มณฑลเจียงซู “Travelogue of China 2026” สิ้นสุดลง โดดเด่นด้วยนวัตกรรม ความเปิดกว้าง และการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
©ลิขสิทธิ์ 2009-2020 เครือข่ายชีวิตไทย      ติดต่อเรา   SiteMap